บทความ : Blog

ข้อแนะนำเคล็ดลับการเลือกซื้อ เลือกใช้ น้ำหอมผู้ชาย น้ำหอมผู้หญิง สาระน่ารู้เกี่ยวกับน้ำหอมจากฝรั่งเศส

น้ำหอมที่มีศิลปะ

ศิลปะกับน้ำหอมเป็นอะไรที่อยู่คู่กันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ ถ้าพูดถึงเรื่องราวของน้ำหอมแล้วยังไงก็ต้องเอ่ยเรื่องของศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เพราะน้ำหอมแบบร่วมสมัยถือว่าเป็นน้ำหอมที่มีศิลปะที่ลึกซึ้ง ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนผสมหลายร้อยอย่างผสานกันในน้ำมันหอมระเหยจากสารสกัดจากพืชธรรมชาติและสารเคมีอะโรมาติกสังเคราะห์  

กล่าวก็คือวิทยาศาสตร์ช่วยพัฒนาน้ำหอมเป็นวิชาเคมีและผลที่ได้ ก็เป็นน้ำหอมที่มีศิลปะและได้คุณภาพ โดยอย่างยิ่งในประเทศฝรั่งเศสการสร้างน้ำหอมถือว่าเป็นศิลปะชั้นสูง

ไม่ใช่ว่าใครๆก็ปรุงน้ำหอมได้ นักปรุงน้ำหอมคิดว่าน้ำหอมคือศิลปะที่ยิ่งใหญ่และชาวฝรั่งเศสเชื่อว่าพวกเขาโชคดีที่ได้พรจากการสร้างสรรค์ให้น้ำหอมออกมาอัศจรรย์ และกลิ่นของมันก็เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณสมบัติเรื่องสุนทรียภาพโดยแท้จริง

5 ข้อกับความเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำหอม

ใช้น้ำหอมมาก็หลายขวดแล้วแต่บางคนก็ยังมีความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับน้ำหอมอยู่มีอะไรบ้างไปอ่านกันเลย

1.น้ำหอมมีวันหมดอายุ

ครั้งสุดท้ายที่สาวๆพลิกขวดน้ำหอมตรวจสอบตรงด้านล่างขวดแต่ก็ไม่เห็นเขียนไว้ว่าหมดอายุวันไหนกันใช่มั้ย ใช่แล้วค่ะน้ำหอมไม่มีวันหมดอายุ แต่อย่างไรแล้วน้ำหอมที่ถูกเปิดใช้แล้วก็แปลว่าได้ถูกสัมผัสกับอากาศ ความร้อน และแสดงแดด ทำให้กลิ่นของน้ำหอมขวดนั้นผิดเพี้ยนไปจากเดิม

2.น้ำหอม หอมในขวดมากกว่าบนผิว

ไม่ต้องตกใจไปเพราะผิวของคุณมีน้ำมันตามธรรมชาติที่ออกมาจากผิวจึงทำให้ความหอมของน้ำหอมผิดเพี้ยนไปกว่าเดิม แต่มันก็ยังหอมอยู่นะ

3.บางที EDT ก็หอมกว่า EDP

เราจะเห็นได้ว่าบางคนที่ฉีดน้ำหอมเดินผ่านแต่ละทีแทบเป็นลมเพราะน้ำหอมที่มีความเข้นข้นสูง หากคุณลองปรับหันมาใช้ EDT ซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าทำให้กลิ่นของน้ำหอมหอมแบบอ่อนโยน

4.การฉีดน้ำหอม

หากคุณเป็นคนที่ต้องการใช้น้ำหอมโดยตรงกับผิวหนังเราขอแนะนำให้คุณใช้วิธีแต้มบนจุดชีพจรมากกว่าการพ่นน้ำหอมไปทั่วร่างกาย

5.น้ำหอมได้กำหนดผู้ใช้ไว้อยู่แล้ว

กลิ่นของน้ำหอมใช่ว่าจะเหมาะกับคุณทุกกลิ่นเสมอไป นี่เป็นความเข้าใจผิดข้อใหญ่เลยที่ทุกคนมักจะซื้อน้ำหอมกลิ่นฮิตมาใช้กันแต่รู้หรือไม่ว่าน้ำหอมได้กำหนดผู้ใช้ไว้แล้วไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ

ทำไม Grasse ถึงได้ชื่อว่าเป็น Perfume Village

อย่างที่เรารู้กันไปแล้วว่าประเทศฝรั่งเศสมีเมืองเล็กๆ อย่าง Grasse แฝงตัวอยู่ ซึ่งเมืองนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น Perfume Village เรียกได้ว่าใครที่เป็นคนชอบน้ำหอมหรือหลงเสน่ห์ของน้ำหอมจะต้องไปเยือนเมืองนี้สักครั้ง

เพราะเมืองกราซเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา โดยรอบของหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยไร่ดอกไม้จำนวนมาก เพราะว่าดอกไม้เหล่านี้คือวัตถุดิบชั้นดีในการผลิตน้ำหอม นอกจากเรื่องดอกไม้แล้วสภาพอากาศในเมืองยังมีสภาพอากาศอากาศที่ดีด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลที่พอเหมาะ

จึงทำให้อากาศเหมาะสำหรับปลูกดอกไม้ที่หาไม่ได้จากที่อื่นบนโลกนี้ เช่น มะลิพันธุ์ที่ดีที่สุด กุหลาบที่เป็นวัตถุดิบของน้ำหอมชื่อดังหลายๆยี่ห้อ และรวมถึงดอกไม้แทบทุกชนิดที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตน้ำหอม(Essential oil)

นอกจากนั้นในเมืองนี้ยังมีเทศกาลที่สำคัญอย่าง เทศกาลกุหลาบนานาชาติ เทศกาลแห่งมะลิ ลองไปเยือนดูสักครั้งแล้วคุณจะหลงรักเมืองแห่งน้ำหอมแน่นอน

น้ำหอมกลิ่นคนที่จากไป ?

การคิดถึงใครสักคนมันช่างทรมานหัวใจเหลือเกิน หากสัมผัสไม่ได้แค่ได้กลิ่นก็คงจะช่วยบรรเทาความคิดถึงลงไปได้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เมื่อปี 2015

มีบริษัทเชื่อดังอย่าง KALAIN ผู้ผลิตน้ำหอมชื่อดังได้ผุดไอเดีย ผลิตน้ำหอมที่มีเอกลักษณ์ตามความต้องการของลูกค้า
ซึ่งไอเดียจะตอบสนองกับลูกค้าตรงที่เป็นกลิ่นของตัวบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้ว บุคคลที่อยู่ห่างไกลกัน เพื่อบรรเทาความคิดถึงผ่านกลิ่น

โดยลูกค้าที่สนใจจะทำน้ำหอมชนิดพิเศษนี้จะต้องนำกลิ่นเหล่าของบุคคลมาให้ผู้ผลิตและสกัดออกมาเป็นน้ำหอม
ไอเดียการทำน้ำหอมกลิ่นตัวผู้ที่จากไปแล้วริเริ่มมาจากที่ คาร์เทีย ได้สังเกตพฤติกรรมของแม่ที่ยังคงเก็บปลอกหมอนของพ่อไว้ ถึงแม้ว่าพ่อจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

จึงทำให้แนวคิดน้ำหอมอันนี้น่าสนใจไม่น้อย อย่างน้อยถ้าคุณไม่ได้เจอเค้า แค่ได้กลิ่นก็ยังรู้สึกเหมือนว่าเค้าไม่จากไปไหนโดยสมองคนเราสามารถรับรู้กลิ่นและส่งผลต่อความรู้สึกภายในใจ

วัตถุดิบเหล่านี้ทำให้น้ำหอมมีราคาแพง

ถ้าพูดถึงน้ำหอม ถือว่าเป็นสิ่งที่มีหรูหราเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้หญิงใช้เสริมเสน่ห์มาอย่างยาวนาน นักปรุงน้ำหอมจะต้องใช้ความพิถีพิถันและจินตนาการ ในถ่ายทอดออกมาเป็นกลิ่น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้น้ำหอมมีราคาแพงเท่ากับส่วนผสม อะไรละที่จะช่วยให้กลิ่นของน้ำหอมนั้นหอมชวนดม

1.Oud เป็นไม้กฤษณาชนิดหนึ่งจะพบในป่าดิบเขตร้อน จะพบไม้ชนิดนี้ในภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นักปรุงน้ำหอมจะนำยางที่มีสีเข้มและกลิ่นหอมมาทำน้ำมันหอม ซึ่งไม้ชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดมากเพราะมีความยากลำบากในการเก็บเกี่ยวและที่สำคัญมีราคาแพงกว่าถึง 1.5 เท่า

2.ขี้ปลาวาฬ จะได้มาจากส่วนลำไส้ของปลาวาฬสเปิร์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่นำมาเป็นน้ำหอมที่นิยมกัน โดยขี้ปลาวาฬจะมีกลิ่นหอมหวาน นับเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง 1 ใน 3 ที่มีราคาแพงเพราะความหายากของมันนั่นเอง

3.ดอกมะลิ เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่มีราคาแพงเพราะต้องใช้จำนวนดอกไม้จำนวนมาก ในการจะกลั่นน้ำหอมออกมาแต่ละครั้ง ซึ่งดอกมะลินั้นมีความเปราะบาง จึงต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษ

วัตถุดิบทั้งสามชนิดนี้มีราคาแพงเนื่องจากการหายาก การดูแล และการเก็บเกี่ยวที่ยากลำบาก จึงทำให้วัตถุดิบแต่ละอย่างมีราคาแพง ยิ่งไปกว่านั้นน้ำหอมชนิดหนึ่งไม่ได้ใช้ส่วนผสมเพียงแค่ชนิดเดียวเท่านั้นนั่นจึงเป็นสาเหตุให้น้ำหอมมีราคาแพงในท้องตลาด

ห้องสมุดน้ำหอมในฝรั่งเศส

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันอยากจะเป็นนักปรุงน้ำหอมฝรั่งเศสคงจะเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่คุณอยากจะไปเรียนรู้การปรุงน้ำหอม

นอกจากฝรั่งเศสจะมีวัตถุดิบที่ปรุงน้ำหอมที่ดีแล้ว ล่าสุดในเมืองแวร์ซายทางตอนเหนือของฝรั่งเศสยังเปิดให้บริการห้องสมุดน้ำหอมแห่งแรกของโลก น่าสนใจใช่มั้ยละ

ห้องสมุดน้ำหอมแห่งนี้จะเป็นสถานที่เก็บรวบรวมสูตรน้ำหอมแบบดั้งเดิมของฝรั่งเศสที่ครองใจคนมาถึงปัจจุบัน โดยหอสมุดแห่งนี้มีชื่อว่า  Osmotheque of Versailless ความน่าตื่นเต้นของห้องสมุดน้ำหอมยังไม่หมดเท่านี้

เพราะตามชั้นวางต่างๆ ก็จะเรียงรายไปด้วยขวดน้ำหอมสูตรต้นฉบับชื่อดังหลากหลายที่ถูกนำไปดัดแปลง ขายเป็นน้ำหอมชื่อดังต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนั้นห้องสมุดน้ำหอมแห่งนี้ยังรวบรวมสูตรดั้งเดิมไว้หลายร้อยชนิด

โดยแต่ละสูตรจะถูกทำบัญชีรายชื่อเพื่อง่ายแก่การค้นคว้าหาข้อมูล หากใครที่มีความฝันก็อย่าลืมไปแวะหาความรู้ที่ห้องสมุดแห่งนี้ดูนะคะ

ยุคสมัยต่างๆของน้ำหอม

น้ำหอมนั้นมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยของอียิปต์โบราณ โดยเชื่อว่าเครื่องหอมในยุคแรกๆ นั้นได้มาจากการเผายางไม้ชนิดต่างๆเพื่อใช้ในพิธีการทางศาสนา

โดยเฉพาะพิธีเกี่ยวกับศพ เช่น เมื่อเปิดสุสานแล้วจะพบกับภาชนะใส่น้ำหอมหรือกลิ่นน้ำหอมหลงเหลืออยู่ที่สุสาน

เมื่อพันห้าร้อยปีที่แล้วได้กำเนิดเครื่องหอมพิเศษขึ้นมาโดยเรียกมันว่า ขี้ผึ้งหอม ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องสำอางและยา รวมถึงใช้ทาศพก่อนจะฝัง

ศตวรรษแรก เริ่มใช้กำยานมาถวายเป็นของขวัญแด่พระเยซูเพื่อทำให้งานรื่นเริงมีกลิ่นหอมจึงได้ซ่อนท่อในห้องอาหารเพื่อฉีดน้ำหอมให้ฟุ้งกระจายทั่วงาน

ศตวรรษที่เจ็ด น้ำหอมเริ่มแพร่กระจายไปถึงชาวจีน และได้ริเริ่มใช้เครื่องหอมชนิดต่างๆ เช่น บุหงา

ในยุคกลาง มีการเริ่มใช้น้ำหอมในศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะกลิ่นกุหลาบ

ศตวรรษที่ 17 เป็นยุคที่น้ำหอมเฟื่องฟูมากถึงขนาดในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ถูกเรียกว่าราชสำนักน้ำหอมเพราะมีการใส่กลิ่นน้ำหอมลงบนเสื้อผ้า ถุงมือ เครื่องเรือน

ความหลงใหลในน้ำหอม

ตั้งแต่เล็กจนโตคุณเคยตกหลุมรักกลิ่นสักกลิ่นไหมไม่ว่าจะเป็น กลิ่นของเค้ก กลิ่นอายของทะเล รวมไปถึงกลิ่นที่จะทำให้คุณเหมือนล่องลอยไปในอากาศได้ทุกครั้งที่สูดดมกลิ่นนั้นเข้าไป

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบเรื่องกลิ่นแล้วล่ะก็ลองมองหาน้ำหอมมาลองใช้สักขวดดูสิ เพราะน้ำหอมก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรักได้ง่ายๆ กับความมหัศจรรย์ของกลิ่นต่างๆ หากเปรียบเทียบกับอะไรสักอย่างก็คงจะเป็นเวทมนต์ล่ะมั้ง ทุกๆครั้งที่สูดดมน้ำหอมเข้าไปตัวกลิ่นจะให้ความรู้สึก สดใส อ่อนหวาน และน่ารักไปพร้อมๆกัน

แน่นอนแหละว่าไม่ใช่มีแค่เราเท่านั้น ที่หลงใหลในน้ำหอมแต่เป็นคนเกือบทั้งโลกที่ถูกต้องมนต์สะกด ในอนุภาคของกลิ่นหอม เรื่องกลิ่นก็เป็นเหมือนเสื้อผ้า การฉีดน้ำหอมก็คือเป็นการนำเสนอตัวเองอีกวิธีหนึ่ง แต่มันก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะอธิบายให้กับคนอื่นรู้ถึงความมหัศจรรย์ของน้ำหอมเพราะคุณจะต้องสัมผัสกับกลิ่นด้วยตัวเอง แรกๆ คุณอาจจะยังไม่เข้าใจในความหลงใหลนี้ แต่หากคุณใช้ไปเรื่อยๆคุณจะเริ่มมีความทรงจำ และความรู้สึกกับน้ำหอมกลิ่นที่ใช้จนขาดไปไม่ได้แน่นอน

Escentric โมเลกุลน้ำหอมสุดทึ่ง

ลองเปลี่ยนจินตนาการให้เรื่องน้ำหอมเป็นเรื่องที่สนุกกับ Escentric Molecules โมเลกุลน้ำหอมที่มีกลิ่นดมแล้วมันเหมือนไม่ใช่น้ำหอมเอาสะเลย

กลิ่นของมันออกแนวแปลกประหลาด ก็เพราะว่าน้ำหอมแบบ Escentric Molecules นี้จะต้องผสมกับฟีโรโมนตามธรรมชาติของผู้ฉีด แค่อ่านแล้วรู้สึกเจ๋งไหม

ลองถามตัวเองดูสิ มันคงน่าสนุกไม่น้อยเลยถ้าคุณจะมีน้ำหอมกลิ่นตัวเอง น้ำหอมแบบ Escentric Molecules เป็นการขายคุณสมบัติน้ำหอมที่แท้จริงโดยจะเน้นที่ความเรียบง่ายของกลิ่นผสมกับฟีโรโมนของผู้ใช้ทำให้ตรงนี้เป็นจุดขายที่ยอดเยี่ยม

น้ำหอมชนิดนี้จะทำให้กลิ่นของคุณไม่ซ้ำกับคนอื่น ขายความหลงใหลในตัวเองในแบบที่เป็นคุณ แนวคิดน้ำหอมแบบ Escentric โมเลกุลอัจฉริยะถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกในปี 2006 โดยนักปรุงน้ำหอม Geza Schoen โดยได้สร้างน้ำหอมแบบ monoaromatah เป็นโมเลกุลที่ซับซ้อนกว่าน้ำหอมทั่วๆไปแต่ความหอมของมันกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด

เคยสงสัยมั้ยน้ำหอมทำมาจากอะไร

แน่นอนแหละว่า น้ำหอมขวดหนึ่งกว่าจะมีกลิ่นที่หอมน่ารื่นรมย์ขนาดนี้จะต้องรวบรวมส่วนประกอบทางสารเคมีและธรรมชาติถึง 200 กว่าชนิด

เพื่อทำกลิ่นที่คุณประทับใจ แต่ปัญหาคือคุณไม่มีทางรู้เลยว่าสารเคมีเหล่านั้นมีความหอมมาได้อย่างไรเป็นอันตรายหรือเปล่า
น้ำหอมสังเคราะห์คืออะไร ?

น้ำหอมสังเคราะห์ คือกลิ่นที่ถูกผสมโดยสารเคมีต่างๆตามความต้องการ เพื่อเป็นการลดต้นทุนของน้ำหอมแท้โดยทั่วไปแล้วน้ำหอมที่มีราคาแพงถึงแพงมาก

ก็เพราะว่าเป็นน้ำหอมที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบที่หาได้ยาก เช่น น้ำมันของกลีบต้นไม้หรือชะมด ส่วนน้ำหอมที่มีราคาถูกมากส่วนใหญ่แล้วจะมีส่วนผสมมาจากน้ำหอมสังเคราะห์ตามที่กล่าวไป เพราะง่ายต่อการจัดหาและมีราคาถูกมากกว่าน้ำหอมที่มีราคาที่สูง

3 เหตุผลที่ทำให้น้ำหอมมีราคาแพง

1.ส่วนผสมที่หายาก

น้ำหอมบางชนิดต้องใช้ดอกไม้เกือบทั้งสวนเพื่อมาสกัดเป็นน้ำหอมในหนึ่งขวด ยิ่งส่วนผสมเป็นที่นิยมมากเท่าไหร่ในตลาดก็จะทำให้ดอกไม้ชนิดนั้นมีราคาแพงลิบลิ่ว น้ำหอมบางขวดต้องใช้ดอกมะลิถึง 10,600 ดอก กุหลาบ 28 ดอก ถึงจะสกัดเอาน้ำมันหอมออกมาได้ และส่วนประกอบหลักที่พบในน้ำหอมจะมี ดอกมะลิ มัสค์ และสมุนไพรต่างๆ

2.การตลาด

กว่าจะผลิตน้ำหอมออกมาแต่ละขวดแน่นอนว่าต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ทางบริษัทจะต้องจ่ายเงินหลายล้านบาทในการทำการตลาดน้ำหอมค่าใช้จ่ายในที่นี้รวมไปถึงค่าโฆษณา ค่าแคมเปญ การเฟ้นหานางแบบที่มีเอกลักษณ์เข้ากับน้ำหอมมากที่สุด

3.บรรจุภัณฑ์

อย่างที่เห็นกันว่าน้ำหอมไม่ได้หอมแค่กลิ่นเท่านั้น น้ำหอมยังมีบรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดและเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละกลิ่นเพื่อให้โดดเด่นกว่ายี่ห้ออื่น และสิ่งนี้ทำให้น้ำหอมต้องเพิ่มต้นทุนของน้ำหอมเข้าไปอีก

เห็นแบบนี้สาวๆคงรู้แล้วใช่ไหมว่าหากอยากได้น้ำหอมสักขวดที่มีคุณภาพจะต้องมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แตกต่างจากน้ำหอมสังเคราะห์ที่มีวางขายทั่วๆไปในตลาด

การทำงานของน้ำหอม

อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่าเมื่อฉีดน้ำหอมเราก็จะรับรู้ได้ว่ากลิ่นนี้หอมหรือเหม็นได้ในทันที ซึ่งรสนิยมคนทุกคนก็จะแตกต่างกันออกไปบางคนอาจจะชอบกลิ่นของดอกไม้ บางคนอาจจะชอบกลิ่นของเงิน ซึ่งการที่เรารับรู้กลิ่นได้เพียงเสี้ยววินาทีนั้น จริงๆแล้วน้ำหอมก็มีการทำงานเหมือนกัน

น้ำหอมก็คือของเหลวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และโมเลกุลที่ระเหยได้ โดยที่กลิ่นนั้นจะต้องเป็นโมเลกุลที่เบาพอที่จะลอยอยู่ในอากาศ เอเวอรี่กิลเบิร์ต นักจิตวิทยาประสาทสัมผัส ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้ว่า

สำหรับอุตสาหกรรมน้ำหอมการสร้างกลิ่นหอมก็คือ เมื่้อเราสูดดมน้ำหอมเข้าไปในเซลล์จมูก จมูกของเรารู้จักโมเลกุลที่ระเหยและส่งข้อความทางไฟฟ้าไปยังสมอง ซึ่งจะสร้างการรับรู้ว่ากลิ่นนั้นเป็นกลิ่นที่เหม็นหรือหอม

หากคุณลองสังเกตจากข้างขวดจะเห็นได้ว่าส่วนประกอบของกลิ่นหอมส่วนใหญ่แล้วจะมาจาก ดอกไม้ผลไม้ โดยสกัดสิ่งเหล่านี้ด้วยกระบวนการทางเคมี จึงทำให้ในน้ำหอมกลิ่นหนึ่งจึงประกอบไปด้วยน้ำหอมโมเลกุลที่ระเหยได้และแอลกอฮอล์โดยสัดส่วนจะไม่เท่ากันตามราคาที่วางขายกันทั่วไปในตลาด